สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดการเสวนาในหัวข้อเรื่อง “การเตรียมพร้อมรับมือภัยแผ่นดินไหว” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ มอบหมายให้ นางสาวกรรณิกา ดุรงคเดช ผู้อำนวยการภารกิจการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวต้อนรับในการเสวนาฯ ซึ่งจัดขึ้นภายในงาน อว.แฟร์ : SCI POWER FOR FUTURE THAILAND มหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ วิจัย และนวัตกรรม (อววน.) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนด้วยพลังสหวิทยาการ ระหว่างวันที่ 9 – 17 สิงหาคม 2568 ณ ห้องประชุม MR203 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นางสาวกรรณิกา ดุรงคเดช กล่าวต้อนรับวิทยากรและผู้เข้าร่วมการเสวนา และขอบคุณศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ (Earthquake Research Center : EARTH) ที่ตอบสนองต่อสถานการณ์แผ่นดินไหวที่เมียนมาร์อย่างทันท่วงที จากเหตุการณ์รอยเลื่อนสะกายที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยจัดทำสื่อเผยแพร่ให้ความรู้ข้อมูล การรับมือแผ่นดินไหวในอาคาร การปฏิบัติตัวเมื่อเกิดแผ่นดินไหวและหลังเกิดแผ่นดินไหว รวมทั้งการประเมินความเสียหายอาคารจากแผ่นดินไหว ในรูปแบบอินโฟกราฟิก (Infographic) ที่เข้าใจง่ายให้กับประชาชน และเปิดเวทีเสวนาสร้างความเข้าใจต่อสถานการณ์ ให้ความรู้และข้อมูลเชิงวิชาการที่เกี่ยวกับสถานการณ์แผ่นดินไหว เพื่อลดความตระหนก สร้างความตระหนักแก่ประชาชนทั่วไป สำหรับวันนี้เป็นการเสวนาเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมรับมือแผ่นดินไหว หลังจากที่ศูนย์วิจัยฯ ได้ถอดบทเรียนจากแผ่นดินไหวที่ผ่านมา ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเผยแพร่ข้อค้นพบในมุมวิจัยและสร้างความร่วมมือทางวิชาการกับทั้งภาครัฐและเอกชนผ่านการแลกเปลี่ยนทรัพยากร องค์ความรู้และประสบการณ์ร่วมกัน เพื่อยกระดับทักษะ เพิ่มขีดความสามารถ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายความร่วมมือให้เป็นที่ยอมรับระดับสากล

ศาสตราจารย์ ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย กล่าวถึง ภาพรวมของการเกิดแผ่นดินไหวจากรอยเลื่อนสะกายที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ซึ่งสร้างความเสียหายกับอาคารสูงในพื้นที่และปริมณฑล ด้วยพื้นที่เป็นแอ่งดินอ่อน และผลจากคาบการสั่นที่ยาว (ความถี่ต่ำ) ของคลื่นแผ่นดินไหว จะส่งผลกระทบต่ออาคารสูงได้มากกว่าอาคารเตี้ย และส่วนใหญ่เกิดความเสียหายที่ผนังและส่วนตกแต่งมากกว่าโครงสร้างอาคาร (ส่วนที่รับน้ำหนัก) ซึ่งได้เสนอแนวทางในการเสริมกำลังอาคารที่มีความเสียหายเบื้องต้น สามารถใช้ Damper ในการช่วยเสริมแรงและทำให้อาคารมีความแข็งแรงมากขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว
ศาสตราจารย์ ดร.นคร ภู่วโรดม กล่าวว่า จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 สร้างความตระหนกแก่ประชาชนโดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล เนื่องจากคนส่วนใหญ่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการรับมือต่อเหตุแผ่นดินไหว ทีมวิจัยเสนอให้นำระบบตรวจสอบสุขภาพอาคารด้วย Structural Health Monitoring (TU-SHM) มาใช้เพื่อการเฝ้าระวังและและประเมินสุขภาพอาคารแบบเรียลไทม์ โดยใช้ระบบเทคโนโลยีผ่านมือถือ แบ่งเป็น 3 ระดับ ผ่านข้อความแจ้งเตือน 1) แบบทันที 2) แบบรวดเร็ว และ 3) แบบสมบูรณ์
รองศาสตราจารย์ ดร.ธีรพันธ์ อรธรรมรัตน์ กล่าวถึง การติดตั้งระบบตรวจวัดและแจ้งเตือนอย่างทันท่วงที ด้วยระบบ Alert warning เพื่อแจ้งภัย โดยมีการติดตั้ง Low-cost sensor หลายจุดในอาคารเพื่อตรวจวัดความเสียหายของอาคารเพื่อลดความตระหนกได้เป็นอย่างดี ทำให้สามารถบริหารจัดการเมื่อมีเหตุการณ์แผ่นดินไหวได้อย่างเป็นระบบ และลดความเสียหายจากเหตุการณ์ได้
ศาสตราจารย์ ดร.อมร พิมานมาศ ได้บรรยาย เหตุการณ์การเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนสะกาย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือจากความเสียหายของอาคาร และเสนอแนวทางการซ่อมแซมเสริมกำลังอาคาร ทั้งแบบ RC Sandwich, Speed core, Dumper และ Wall dumper เป็นวิธีเสริมกำลังให้อาคารที่ได้รับความเสียหายให้สามารถกลับมาใช้ประโยชน์ในอาคารได้ และช่วยลดค่าใช้จ่ายจากในการรื้อถอนแล้วก่อสร้างใหม่เป็นการเสริมกำลังอาคารเดิมได้อย่างมาก
รองศาสตราจารย์ ดร.ฉัตรพันธ์ จินตนาภักดี กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมในอนาคต ทั้งการออกแบบโครงสร้างอาคารของไทยในการรองรับแผ่นดินไหวทั้งวิศวกรและสถาปนิกมีความสำคัญมาก และควรมีการตรวจสอบการก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบก่อสร้างทั้งวัสดุอุปกรณ์ ซึ่งในอนาคตข้างหน้าต้องมีวิธีการออกแบบอย่างรัดกุมตามมาตรฐานที่กำหนด รวมทั้งการนำ Digital construction มาใช้ในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ ความแม่นยำ ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบไปจนถึงการบำรุงรักษา โดยมีการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาบูรณาการเข้าด้วยกัน และการใช้เทคโนโลยี Supplemental damper เพื่อลดแรงสั่นสะเทือนในอาคาร ทำให้ลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้ เช่น Dumper, Base Isolation, Bracing และ Shear Wall





และปิดท้ายด้วยการเสวนา เรื่อง “การจัดการและการตอบสนองเมื่อเกิดแผ่นดินไหว” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ณัฏฐ์ ลีละวัฒน์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฐิตยา สารฤทธิ์ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ปัญจพาณ์ สุขโข กล่าวถึงแผนการรับมือเตรียมความพร้อมรับมือเมื่อเกิดภัย แบ่งไว้ 3 ช่วงที่ 1 ช่วงก่อนเกิดภัย ช่วงที่ 2 ช่วงระหว่างเกิดภัย ช่วงที่ 3 หลังเกิดภัย แต่ละช่วงเวลาเราต้องมีแผนสำรองเผื่อเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอยู่เสมอ และต้องเรียนรู้การเตรียมตัวรับมือแผ่นดินไหว “หมอบ-คลุม-ยึด” และต้องพร้อมทั้งองค์ความรู้ ร่างกาย และจิตใจ ตั้งแต่เด็กเล็กเพื่อเตรียมตัวรับมือกับแผ่นดินไหวในครั้งต่อไปในอนาคต ด้วยหลัก 2P2R คือ Prevention (ป้องกัน) Preparedness (เตรียมความพร้อม) Response (เผชิญเหตุ) และ Recovery (ฟื้นฟู)



ทั้งนี้ กิจกรรมภายในงาน อว.แฟร์ : SCI POWER FOR FUTURE THAILAND มีการประชุม บรรยาย เสวนา Workshop ในหัวข้อต่าง ๆ มากกว่า 130 หัวข้อ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและศักยภาพของหน่วยงานในกระทรวง อว. ในการสร้างความแข็งแกร่งของสหวิทยาการในทุกด้าน ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงและเทรนด์ของโลก “อว.แฟร์ จุดประกายความฝันใหม่ และสร้างแรงบันดาลใจเพื่อต่อยอดให้กลายเป็นความจริง”





